Website
Website

Google Analytics คืออะไร? สุดยอดเครื่องมือวิเคราะห์เว็บไซต์ ที่คุณไม่ควรพลาด

Google Analytics คืออะไร?

เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ และเก็บข้อมูลสถิติของเว็บไซต์ คนที่เข้ามาใช้งานเว็บไซต์คือใคร เพศ อายุ อุปกรณ์ที่ใช้เข้าเว็บไซต์เป็น PC หรือโทรศัพท์ และมาจากช่องทางไหน Google หรือ Facebook เพื่อให้คุณสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้วิเคราะห์ และวางกลยุทธ์ในการทำการตลาด พร้อมวัดผลได้อย่างแม่นยำ หากธุรกิจของคุณมีเว็บไซต์ ก็ไม่ควรพลาดเครื่องมือนี้ และที่สำคัญคุณสามารถใช้ Google Analytics ได้ฟรี!

 

การใช้ Google Analytics เพื่อยกระดับธุรกิจ

หลายคนมองว่าเครื่องมือนี้เข้าใจยาก มีแต่ตาราง และตัวเลขเต็มไปหมด ใช้งานยาก แต่ความจริงแล้ว ข้อมูลที่รวบรวมมาให้คุณนั้นมีคุณค่ามากๆ มันจะช่วยให้คุณมองเห็นภาพว่า เราจะเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้อย่างไร

สำหรับลูกค้า MakeWebEasy สามารถดูวิธีการติดตั้งได้ที่นี่ การติดตั้ง Google Analytics บนระบบ MakeWebEasy

แต่ก่อนที่เราจะไปดูรายงานกัน เรามารู้จักกับคำศัพท์พื้นฐานกันก่อนว่ามีอะไรบ้าง เพื่อให้คุณสามารถอ่านรายงานได้แบบไม่มีสะดุด

 

7 คำศัพท์พื้นฐานของ Google Analytics

 

7 คำศัพท์ ที่คุณต้องรู้ก่อนใช้งาน

1. Pageviews คือ “จำนวนหน้าเพจ” ที่ถูกเปิดใช้งานบนเว็บไซต์ โดยจะถูกนับทุกครั้งที่มีคนเข้ามาใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ใหม่ หรือผู้ใช้เก่า

2. Users คือ “จำนวนคน” ที่เข้ามาในเว็บไซต์ของเรา ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเข้ามาที่เว็บไซต์กี่ครั้ง หรือเคยเข้ามาแล้วครั้งหนึ่ง ผ่านไป 2 วันเข้ามาที่เว็บไซต์ของเราอีก Google ก็จะนับเป็น 1 User แต่ในกรณีที่คนนั้นเปลี่ยน Browser หรือ Device ในการเข้าเว็บไซต์ ก็จะนับว่าเป็น User ใหม่

Google ใช้วิธีการนับ User โดยการฝัง Cookie ไว้ที่ตัว Browser ของ Device นั้นๆ ในการเก็บข้อมูล

3. Sessions เพิ่มระดับความยากขึ้นมาอีกนิด Sessions คือสิ่งที่คนคนหนึ่งกำลังทำอะไรบางอย่างอยู่บนหน้าเว็บไซต์ในระยะเวลาหนึ่ง และ Sessions ก็สามารถถูกตัดออกได้ในกรณีที่

    1. คนคนนั้นอยู่บนหน้าเว็บโดยที่ไม่ทำอะไรเลยเกิน 30 นาที
    2. คนคนนั้นใช้งานเว็บไซต์อยู่ แล้วกลับเข้ามาอีกครั้งหลังเที่ยงคืนของวันนั้น

4. Bounce Rate คือเปอร์เซ็นของคนที่เข้ามาในเว็บไซต์เพียงแค่หน้าเดียว และกดออกโดยไม่ไปคลิกหน้าอื่นๆ ต่อ โดย Bounce Rate ที่ดีควรมีค่าน้อย หรือไม่ควรรเกิน 70% 

5. Exit คือเปอร์เซ็นของคนที่เข้ามาในเว็บไซต์ แล้วกดออกจากเว็บไซต์ ฟังดูคล้ายๆ กับ Bounce Rate แต่ไม่เหมือนกันนะครับ เพราะ Exit นั้นจะคำนวนเปอร์เซ็นโดยอ้างอิงจากจำนวนหน้า Page ที่มีการเปิด ยกตัวอย่างเช่น

    1. เมื่อมีคนเข้ามาหน้า A แล้วกดออกเลย Exit จะเป็น 100%
    2. เมื่อมีคนเข้ามาหน้า A แล้วคลิกไปหน้า B แล้วกดออก Exit จะนับเป็น 50%
    3. เมื่อมีคนเข้ามาหน้า A แล้วคลิกไปหน้า B, C แล้วกดออกที่หน้า D Exit จะนับเป็น 25%

ทั้ง Bounce Rate และ Exit ไม่จำเป็นต้องมี % น้อยเสมอไปถึงดี เพราะเว็บไซต์บางหน้า อาจให้ข่าวสารเพียงแค่หน้าเดียว หรือเป็นประกาศสั้นๆ ก็มีโอกาสที่ Bounce Rate และ Exit จะสูงได้เป็นเรื่องปกติ

6. Average Session Duration คือช่วงเวลาเฉลี่ยของ Session ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ข้อมูลเหล่านี้อาจะไม่ได้มีความสำคัญมากเท่าข้อต่อไปนี้

7. Average Time on Page คือช่วงเวลาเฉลี่ยที่ User ใช้งานเว็บไซต์หน้านั้นๆ ถ้าเวลาเฉลี่ยในหน้านั้นเยอะ แสดงว่า User ให้ความสนใจกับเนื้อหาในหน้านั้นๆ

 

วิธีการดูรายงาน Google Analytics เบื้องต้น

ข้อมูลที่รวบรวมมาให้จะแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ Audience, Acquisition, Behavior และ Conversions

1. Audience Reports

รายงานชุดนี้จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่เข้ามาใช้งานเว็บไซต์ เช่น เพศอะไร อายุเท่าไหร่ อยู่จังหวัดอะไร กำลังสนใจเรื่องอะไรอยู่ ใช้เครื่องมืออะไรในการเข้าเว็บไซต์ PC หรือโทรศัพท์ และเป็นระบบอะไร iOS หรือ Android ไปจนถึงโทรศัพท์ที่ใช้คือรุ่นอะไร ช่วยให้เราสามารถกำหนด Target ในการทำโฆษณาได้ดียิ่งขึ้น

ตัวอย่างรายงาน เพศ อายุ

ตัวอย่าง Report สถิติอายุของคนที่เข้ามาใช้งานเว็บไซต์

 

ตัวอย่างรายงาน Location

ตัวอย่าง Report แสดงพื้นที่จังหวัดของคนที่เข้ามาใช้งานเว็บไซต์

 

2. Acquisition Reports

รายงานที่จะบอกว่าผู้ชมเว็บไซต์ของคุณมาจากช่องทางไหน พิมพ์ชื่อเว็บไซต์ของมาโดยตรง เข้ามาจากการเสิร์ชบน Google หรือมาจาก Social media อย่าง Facebook และTwitter เพื่อให้คุณเลือกช่องทางในการโปรโมทธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผมยกตัวอย่างเช่น หากคุณทำธุรกิจขายเสื้อผ้าแฟชั่น มี Traffic จำนวนมากเข้ามาจาก Facebook มากกว่า Google คุณอาจแบ่งงบประมาณในการทำโฆษณาไปที่ Facebook มากกว่า Google นั่นเอง

ตัวอย่างรายงานช่องทางการเข้าเว็บไซต์

3. Behavior Reports

รายงานที่จะช่วยให้คุณรู้พฤติกรรมของผู้ชมเว็บไซต์ ลูกค้าส่วนใหญ่เข้ามาที่หน้าไหน แล้วเข้าไปดูข้อมูล หรือสินค้าอะไรต่อ เว็บไซต์หน้าไหนที่ลูกค้าเข้ามาแล้วต้องกดออกทุกครั้ง เพื่อให้เรารู้ และปรับปรุงเว็บไซต์หน้านั้นให้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้เมื่อคุณรู้ว่าสินค้าไหนที่คนนิยมคลิกเข้าไปดู คุณก็สามารถวางกลยุทธ์เพื่อทำการตลาดออนไลน์ต่อได้ อย่างเช่น ใช้การ Facebook Pixel เพื่อเก็บข้อมูลคนที่เข้ามาชมเว็บไซต์หน้านั้น และทำ Retargeting เพื่อโปรโมทสินค้าที่พวกเขากำลังสนใจอยู่เป็นต้น

ตัวอย่างรายงานพฤติการการใช้งานเว็บไซต์

 

4. Conversions Reports

ก่อนหน้านี้คุณจะดูรายงานชุดนี้ได้ สิ่งแรกที่คุณต้องทำก็คือการกำหนด Goal หรือเป้าหมายขึ้นมาเสียก่อน ตัวอย่างเช่น การสั่งซื้อสินค้า, การลงทะเบียน สมัครสมาชิก หรือการคลิก หรือเกิด Action บางอย่างที่คุณกำหนดเอาไว้

หากเว็บไซต์ของคุณเป็นร้านค้าออนไลน์ Google Analytics ยังช่วยให้คุณสามารถวิเคราะห์เว็บไซต์ได้ลึกยิ่งขึ้น เช่น สินค้าอะไรขายดี หรือในแต่ละวันมียอดขายรวมเท่าไหร่

ตัวอย่างรายงาน Conversion

 

หมดยุคการตลาดแบบแมส Big Campaign เปลี่ยนเป็นก้าวสู่ยุคของ Big Data ใครมีข้อมูลมากกว่า วิเคราะห์ได้เฉียบคมกว่า นักการตลาดหลายคนที่ไม่ชอบตัวเลขต้องปรับตัว เพราะมันคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจของคุณอยู่รอด แน่นอนว่าเครื่องมือชิ้นนี้จะเข้ามามีบทบาทกับธุรกิจของคุณมากขึ้น

Related Post