Website
Website

Web Design Checklist 11 สิ่งที่ควรมีบนหน้า Home Page

หากคุณต้องการเว็บไซต์ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ ใช้งานได้จริง และได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ Web Design Checklist นี้ คือตัวช่วยที่ดีที่สุด สำหรับการออกแบบหน้า Home Page ของคุณ

การออกแบบเว็บไซต์ธุรกิจ สิ่งที่คุณต้องให้ความสำคัญไม่ได้มีแค่ความสวยงามของเว็บไซต์เท่านั้น แต่ต้องออกแบบให้อำนวยความสะดวกกับผู้ใช้งานเว็บไซต์ พร้อมส่งเสริมการขายไปด้วย เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และสร้างผลลัพธ์ให้ธุรกิจของคุณ

เรามาดูกันว่าการออกแบบเว็บไซต์ธุรกิจ มีอะไรที่สำคัญ และควรอยู่บนหน้า Home Page บ้าง

 

1. Logo

หน้าที่หลักของโลโก้ คือสร้างการจดจำแบรนด์ สินค้าของคุณคือแบรนด์อะไร ใครคือเจ้าของบริการ ใครคือคนให้ข้อมูล และใครคือเจ้าของบทความนี้ ทุกคนที่เข้ามาในเว็บไซต์ และต้องการจะรู้จักกับธุรกิจ พวกเขาจะมองขึ้นไปที่ด้านบนสุดของเว็บไซต์ เพื่อดูโลโก้ และชื่อของเรา

หากเว็บไซต์ของคุณไม่มีโลโก้ ก็ยากที่ลูกค้าจะจำธุรกิจของคุณได้

 

 

2. Site Menu

การจัดวางโครงสร้างเมนู หากเราเรียงตามความสำคัญของเนื้อหาเว็บไซต์ จะช่วยให้ผู้ใช้งานเว็บสามารถเข้าถึงข้อมูล หรือสินค้าได้ง่าย และรวดเร็ว แต่การใส่เมนูมากจนเกินไปก็อาจทำให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์เกิดความสับสน หากพวกเขาหาสิ่งที่ต้องการไม่เจอก็อาจกดออกจากเว็บไซต์ไปได้

นอกจากนี้หากคุณทำโครงสร้างเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำ SEO และทำให้เว็บไซต์ของคุณมี Sitelink อีกด้วย

 

3. Search Function 

ฟังก์ชั่นการค้นหาบนเว็บไซต์ คือช่วยให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์สามารถค้นหาสิ่งที่ต้องการได้สะดวก และเร็วยิ่งขึ้น หากเว็บไซต์ของคุณมีข้อมูลเยอะมากมายหลายหมวดหมู่ หรือ มีสินค้าจำนวนมาก ฟังก์ชั่นการค้นหานี้จะเป็นตัวช่วยให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์เข้าถึงข้อมูลของเราได้ง่ายยิ่งขึ้น

 

4. Hero Banner

แบนเนอร์ขนาดใหญ่ และโดดเด่นที่สุดในหน้า Home Page ทำหน้าที่เหมือนเป็นป้ายต้อนรับผู้เข้าชมเว็บไซต์ คอยดึงดูดความสนใจ และทำให้ผู้ชมเว็บไซต์มองเห็นภาพลักษณ์ และรู้จักธุรกิจของเรามากขึ้น

บางเว็บไซต์จะใช้ Hero Banner เพื่อส่งเสริมการตลาด อย่างเช่น การจัดโปรโมชั่น โชว์สินค้าใหม่ หรือเปลี่ยนแบนเนอร์ให้เข้ากับเทศกาล ช่วยให้ผู้ชมเว็บไซต์ได้รับประสบการณ์ที่ดี และเข้าถึงธุรกิจได้ง่ายขึ้น

การทำภาพ Hero Banner ควรให้ความสำคัญในการเลือกภาพ เพราะมันคือภาพลักษณ์ของเว็บไซต์ ผมแนะนำให้ใช้ภาพที่เป็นธุรกิจของคุณจริงๆ มากกว่าการใช้รูปฟรี หรือ ภาพ Stock มาทำแบนเนอร์

 

5. Headline

การใส่หัวข้อบนหน้าโฮมเพจจะช่วยให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์ ค้นหาสิ่งที่ต้องการได้ง่ายยิ่งขึ้น รู้ว่าเว็บไซต์นี้พูดเรื่องอะไรบ้าง มีอะไรบ้างที่เป็นคำตอบที่เขากำลังมองหาอยู่

หัวข้อเว็บไซต์ไม่จำเป็นต้องมีหัวข้อเดียว และอยู่ด้านบนสุดเสมอไป หากเว็บไซต์ของคุณมีหัวข้อหลัก และหัวข้อรองที่ชัดเจนพร้อมใส่ Tag H1,H2 จะช่วยให้ Google รู้จักกับเว็บไซต์ของคุณได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มโอกาสในการติดอันดับบน Google

ในทางกลับกัน หากเว็บไซต์ของคุณไม่มีหัวข้อ เข้ามาแล้วพบแต่เนื้อหาเป็นกลุ่มๆ เมื่อคนที่เข้ามามองหาสิ่งที่พวกเขาต้องการไม่เจอ พวกเขาก็จะนึกถึงตัวเลือกอยู่ 2 ทางคือ “ย้อนกลับ” และ “ปิดเว็บไซต์”

 

6. Content

เนื้อหาเว็บไซต์คือสิ่งสำคัญที่คุณต้องมี เพื่อให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์รู้จักธุรกิจของคุณมากขึ้น โดยหัวข้อ Content สำหรับหน้า Home Page หลักก็จะมีดังนี้

  • แนะนำธุรกิจว่าเราคือใคร ขายสินค้า หรือบริการอะไร
  • คุณสมบัติ หรือประโยชน์จากการใช้งานสินค้า
  • ข่าวสาร / กิจกรรม / โปรโมชั่น
  • ช่องทางการติดต่อ / Location 
  • รางวัลการันตี (ช่วยสร้างความน่าเชื่อให้ธุรกิจได้)

เมื่อพูดถึงเรื่อง Content สิ่งสำคัญที่ทุกเว็บไซต์จะมองข้ามไปไม่ได้เลยคือ “ Keyword ” เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ของคุณได้ง่ายขึ้น และมากขึ้น เนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณต้องมี Keyword

Keyword อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือคำที่คนใช้หาข้อมูลบน Google นั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณ พิมพ์คำว่า “ทำเว็บ” บน Google คุณก็จะเจอกับ MakeWebEasy

เช่นเดียวกัน เว็บไซต์ของคุณต้องมีคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ เพื่อให้ลูกค้าหาธุรกิจของคุณเจอบน Google

 

7. Blog

หลายธุรกิจที่เริ่มเข้าสู่ออนไลน์ หรือเพิ่งเริ่มทำเว็บไซต์ อาจยังไม่เห็นความสำคัญของการเขียนบทความ หรือการทำ Blog สักเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะยังไม่รู้ว่าจะเขียนไปทำไม ไม่มีเรื่องจะเขียน หรือขี้เกียจก็ตาม

ผมจะบอกว่าการเขียน Blog ให้ประโยชน์กับเว็บไซต์ กับธุรกิจของคุณเป็นอย่างมาก และนี่คือเหตุผลว่าทำไม คุณควรให้ความสำคัญต่อการทำ Blog

  • สร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ

การเขียนบทความ Blog หากเราเขียนบทความด้วยความจริงใจ ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ตรงกับความต้องการหรือปัญหาของผู้ใช้งานเว็บไซต์ มีคำตอบที่ผู้อ่านต้องการครบถ้วน แสดงให้ว่าเราคือผู้เชี่ยวชาญ ก็จะทำให้ผู้อ่านเกิดความเชื่อมั่นเว็บไซต์ และธุรกิจของเรา

คุณเคยเจ็บป่วย หรือมีอาการเกิดขึ้นกับร่างกาย แล้วไปเสิร์ชหาข้อมูลบน Google เพราะความสงสัยไหมครับ เมื่อ Google แสดงผลการค้นหาออกมา เราก็คลิกเข้าไปดูสัก 2 – 4 เว็บไซต์ เพื่อหาเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลชัดเจน และเกิดประโยชน์กับเรามากที่สุด

หากข้อมูลที่เราได้รับมีความน่าเชื่อถือสูง มีวิธีการรักษาเราก็จะเริ่มทำตามในสิ่งที่เว็บไซต์นั้นแนะนำ ต่อไปในอนาคตเมื่อคุณเจ็บป่วยอีกครั้ง คุณก็จะรู้ได้ทันทีว่าควรหาข้อมูลที่ไหน เลือกซื้อสินค้า หรือใช้บริการของแบรนด์อะไร

  • เพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO

คุณเคยได้ยินคำว่า Content is king กันบ้างไหมครับ..

สิ่งที่ Google ให้ความสำคัญที่สุดคือ Content ต้องมีคุณภาพ เพื่อให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์ได้ประโยชน์สูงสุด เว็บไซต์ไหนที่มี Content ดี เนื้อหามีคุณภาพ ยิ่งใน Blog มีการอัพเดตเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง Google จะชอบมากๆ ทำให้เว็บไซต์ของคุณมีโอกาสสูงที่จะติดอันดับบน Google 

  • ให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์เข้าถึงธุรกิจได้ง่ายขึ้น

เมื่อบทความของคุณมีคุณภาพ มีความน่าเชื่อถือ พร้อมติดอันดับบน Google จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณก็จะเพิ่มขึ้น หากคุณนำบทความที่มีคุณภาพเหล่านี้ไปโพสต์ในช่องทางอื่นๆ อย่าง Social media ก็จะทำให้ธุรกิจของคุณเป็นที่รู้จักมากขึ้น เป็นการสร้างแบรนด์ในอีกรูปแบบหนึ่ง

 

8. Call to Action

หลายคนรู้จัก Call to action ในรูปแบบของปุ่มกระตุ้นความสนใจ หรือปุ่มที่ชักชวนให้คนคลิกเช่น ปุ่มซื้อเลย เรียนรู้เพิ่มเติม หรือสมัครเลย!

จริงๆ แล้ว Call to Action ไม่ได้เป็นแค่ปุ่มคลิกเท่านั้น มันสามารถเป็นได้ทั้ง แบนเนอร์ เนื้อหาคอนเทนต์ หรือวิดีโอโฆษณาก็ได้ “ หากคุณโทรมาภายใน 10 นาทีนี้… โทรเลย! ” คุ้นหูมั้ยล่ะครับ 

อะไรก็ตามที่เป็นการชักชวนให้ผู้อ่าน หรือฟัง เกิดความสนใจ และต้องการให้เกิด แอ็คชั่น! สิ่งเหล่านี้คือ Call to Action

สำหรับเว็บไซต์ Call to Action ที่สามารถทำได้ก็จะมี คำโฆษณา, ปุ่มคลิก เป็นต้น

 

9. Portfolio

สำหรับบางธุรกิจ “ผลงาน” คือสิ่งที่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและมีส่วนในการตัดสินใจเลือกใช้บริการเป็นอย่างมาก มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญว่าบริษัทของคุณมีความสามารถ เคยทำงานชิ้นใหญ่ หรืองานเป็นที่รู้จักมาก่อนหรือไม่

ถ้าหากเว็บไซต์ของคุณมี Portfolio อยู่บนหน้า Home Page ก็จะทำให้ลูกค้ารู้จัก และจดจำแบรนด์ของคุณได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

 

10. Social Proof

Social Proof คือหลักฐาน คำพูด หรือการยืนยันจากผู้ใช้งานจริง หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “รีวิว ” นี่แหละครับ คุณอาจเคยเห็นหลายธุรกิจที่ใช้คำพูดรีวิวจากลูกค้ามาใส่ในเพจ หรือบนหน้าเว็บกันบ้างแล้ว โดยวัตถุประสงค์ในการใส่รีวิวเข้าไปในเว็บไซต์ก็คือ การสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจ หรือสินค้านั่นเอง ซึ่งมันช่วยได้จริง แล้วมันก็ได้ผลดีเสียด้วย

87% ของคนที่ซื้อของออนไลน์ จะหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจซื้อ

61% จะอ่านบทความรีวิวรีวิว และเปรียบเทียบสินค้าที่ต้องการก่อนตัดสินใจซื้อ

searchenginejournal.com

แต่ Social Proof นั่นก็ไม่ได้มีแต่คำพูดรีวิว หรือคอมเม้นท์ในเพจเท่านั้น มาดูกันกว่า Social Proof แบบไหนบ้าง ที่เราสามารถนำมาใส่ในเว็บไซต์ของเราได้

  • บทสัมภาษณ์จากลูกค้า (Testimonials)
  • โลโก้ของลูกค้าที่ใช้บริการ หรือซื้อสินค้ากับเรา (Client Logo)
  • ใบรับรอง (Certifications)
  • รางวัลที่ธุรกิจ หรือสินค้าของคุณได้รับ
  • คำชมจากลูกค้า
  • ตัวเลขจำนวนลูกค้า
  • สื่อ หรือคนดังที่พูดถึงเรา
  • รีวิว และคะแนน จากช่องทางต่างๆ

 

11. Footer

ส่วนท้ายของเว็บไซต์มีความสำคัญกว่าที่หลายคนคิด มันไม่ได้มีไว้ใส่ชื่อลิขสิทธิ์ และไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเว็บไซต์ แต่มันคือส่วนที่ทำให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์สามารถไปยังหน้าอื่นๆ ภายในเว็บไซต์ และยังเชื่อมต่อไปยัง Social media ได้อีกด้วย โดยส่วนใหญ่สิ่งที่เว็บไซต์ธุรกิจจะใส่ข้อมูลลงใน Footer จะมีดังนี้

  • ชื่อธุรกิจ และโลโก้
  • ช่องทางการติดต่อ และที่อยู่
  • ลิงก์ที่เชื่อมต่อไปหน้าอื่นๆ
  • Social media
  • ลิขสิทธิ์

 

ใช่ว่าทุกเว็บไซต์ธุรกิจจะต้องมี 11 ข้อที่ผมได้พูดไปทั้งหมดนะครับ แต่มันคือสิ่งที่จะช่วยให้ผู้ที่เข้ามาใช้งานเว็บไซต์ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดี และรู้จักธุรกิจของคุณได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำ SEO ด้วย อะไรที่คุณยังขาดไป ลองนำ 11 ข้อนี้ไปปรับใช้ดู รับรองว่าเว็บไซต์ของคุณ ต้องมีประสิทธิภาพขึ้นแน่นอน

Related Post