Google Ads
Google Ads

โฆษณา Google Ads มีกี่ประเภท เลือกแบบไหนให้คุ้มที่สุด

ในวันที่การแข่งขันทางธุรกิจสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายแบรนด์ต่างหันมาลงสนาม Google Ads เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำมากขึ้น โดยในปี 2026 นี้ โฆษณา Google Ads ไม่ได้เป็นแค่การซื้อคำค้นหาอีกต่อไป แต่พัฒนาไปสู่การใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้แบบ Realtime เพื่อช่วยให้โฆษณาแสดงผลกับคนที่มีแนวโน้มซื้อจริงมากที่สุด แต่เมื่อเปิดระบบขึ้นมา หลายคนกลับต้องหยุดคิด เพราะ Google Ads มีรูปแบบแคมเปญให้เลือกมากมาย คำถามคือ มีกี่ประเภท และธุรกิจของเราควรเลือกแบบไหนถึงจะคุ้มงบ และได้ผลลัพธ์ดีที่สุด วันนี้เราไปหาคำตอบกันค่ะ 

 

ก่อนจะไปดูประเภทของแคมเปญ เรามาทบทวนกันก่อนว่า Google Ads คืออะไร 

Google Ads (เดิมชื่อ Google AdWords) คือแพลตฟอร์มโฆษณาออนไลน์ของ Google ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถแสดงโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายผ่านช่องทางต่าง ๆ ในเครือข่ายของ Google ไม่ว่าจะเป็น หน้าผลการค้นหา Google SearchYouTube, เว็บไซต์พาร์ตเนอร์ และแอปพลิเคชันบนมือถือ 

หัวใจสำคัญของ Google Ads คือระบบ PPC (PayPerClick) หรือ จ่ายเงินเมื่อมีคนคลิกเท่านั้น นั่นหมายความว่า แม้โฆษณาจะถูกแสดงผล แต่ถ้าไม่มีใครคลิก คุณก็ไม่เสียค่าโฆษณา ทำให้สามารถควบคุมงบประมาณและวัดผลได้อย่างชัดเจนนั่นเอง 

 

โฆษณา Google Ads มีให้เลือกใช้งานมากถึง 9 ประเภท

ปัจจุบัน Google Ads ได้พัฒนาและแบ่งรูปแบบโฆษณาออกเป็นทั้งหมด 9 ประเภท เรามาทำความเข้าใจกันว่าแต่ละรูปแบบมีลักษณะและจุดเด่นยังไง เพื่อช่วยให้คุณเลือกใช้งานได้ตรงกับเป้าหมายและกลุ่มลูกค้าของธุรกิจมากที่สุด 

1. Search Ads หรือโฆษณาบนหน้าค้นหา 

Search Ads คือ โฆษณาของ Google ที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับต้น ๆ เรียกได้ว่าเป็นพระเอกตลอดกาลเลยค่ะ เพราะเป็นเหมือนพนักงานขายที่ยืนรอตอบคำถาม เมื่อมีคนพิมพ์สิ่งที่ต้องการลงในช่อง Search แล้วเว็บไซต์ของเราจะไปปรากฏอยู่ด้านบนสุดหรือล่างสุดของหน้าผลการค้นหา พร้อมป้ายกำกับเล็ก ๆ ว่า “ได้รับการสนับสนุน” (Sponsored) นั่นเอง 

ซึ่งเหมาะมาก ๆ กับธุรกิจที่ลูกค้ามักจะค้นหาเมื่อต้องการใช้งานทันที หรือสินค้าที่มีมูลค่าสูงที่ต้องใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เช่น 

  • บริการเร่งด่วน อย่างรถสไลด์, ช่างกุญแจ หรือบริการกำจัดปลวก 
  • สินค้าเฉพาะทาง อย่างเครื่องจักรโรงงาน, อะไหล่รถยนต์ และอุปกรณ์การแพทย์ต่าง ๆ 
  • ธุรกิจบริการ ทั้งคลินิกความงาม, ประกันภัย หรือสถาบันกวดวิชา 

ที่สำคัญการเลือก Keyword ก็ควรเลือกคำที่มีพลังในการซื้อ และหลีกเลี่ยงคำที่กว้างเกินไป เช่น หากเราขายรองเท้าวิ่งมาราธอน อย่าใช้แค่คำว่ารองเท้า เพราะจะทำให้คุณเสียค่าคลิกฟรีให้กับคนที่มองหารองเท้านักเรียนหรือรองเท้าแตะได้ค่ะ 

2. Display Ads  

สำหรับ Display Ads หรือที่เรามักเรียกกันติดปากว่า GDN (Google Display Network) ถือเป็นเครื่องมือทรงพลังในการสร้างภาพจำให้กับแบรนด์ได้ดีเลยทีเดียว เพราะมัน คือ โฆษณาที่แสดงผลในรูปแบบของแบนเนอร์รูปภาพและตัวหนังสือ ซึ่ง Google จะส่งแบนเนอร์ของเราไปตามเว็บไซต์ต่าง ๆ หรือแอป ที่คนเข้าไปอ่านข่าวหรือเล่นเกม โดยเน้นความสวยงามและการออกแบบภาพที่สะดุดตาเพื่อดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมายในขณะที่เขากำลังอ่านข่าว ดูรีวิว หรือเล่นเกมอยู่ 

จะเหมาะมาก ๆ กับธุรกิจที่อยากสร้าง Brand Awarenes หรือทำ Remarketing ตามติดคนที่เคยเข้าเว็บแต่ยังไม่ซื้อ ให้รีบตัดสินใจซื้อทันที 

3. Video Ads (โฆษณาบน YouTube) 

โฆษณาในรูปแบบวิดีโอที่แสดงขณะผู้ใช้กำลังรับชมคลิปบน YouTube จุดเด่นคือสามารถสื่อสารได้ครบทั้งภาพ เสียง และการเคลื่อนไหว จึงช่วยสร้าง Engagement ได้สูงมาก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสาธิตการใช้งานสินค้า (Howto) หรืออธิบายเรื่องที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายภายในเวลาไม่นาน 

สิ่งสำคัญที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ 5 วินาทีแรกต้องดึงความสนใจให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดด้วยปัญหาที่ลูกค้ากำลังเจอ การโชว์สินค้าที่สะดุดตา หรือใช้ประโยคที่ทำให้คนดูหยุดเลื่อน เพราะถ้าวิดีโอไม่น่าสนใจตั้งแต่ต้น ผู้ชมก็พร้อมกด Skip ทันทีที่ปุ่มปรากฏค่ะ 

4. Shopping Ads (โฆษณาสินค้า) 

Shopping Ads คือ โฆษณาที่เน้นการขายสินค้าโดยเฉพาะ ซึ่งจะแสดง รูปภาพสินค้า, ชื่อสินค้า, ราคา และชื่อร้านค้า ให้เห็นอย่างชัดเจนบนหน้า Google Search และหน้า Google Shopping ทำให้ลูกค้าเห็นหน้าตาและราคาเพื่อเปรียบเทียบได้ทันทีโดยไม่ต้องกดอ่านรายละเอียด เมื่อมีลูกค้ากดคลิกเข้ามา แสดงว่าเขาสนใจแล้วจริง ๆ จึงมีโอกาสปิดการขายได้สูงมาก  

จะเหมาะมาก ๆ กับการทำโฆษณาสำหรับร้านค้าออนไลน์ที่มีรายการสินค้าเยอะ ๆ เช่น ร้านขายรองเท้า, อุปกรณ์ IT, เฟอร์นิเจอร์ หรือของแต่งบ้านนั่นเอง 

5. Local Services Ads 

Local Services Ads คือ โฆษณาที่เน้นการเชื่อมต่อธุรกิจเข้ากับคนในพื้นที่โดยเฉพาะ โดยจะปรากฏที่ด้านบนสุดของหน้าผลการค้นหา ซึ่งสูงกว่า Search Ads ทั่วไป พร้อมแสดงข้อมูลที่สร้างความเชื่อมั่นอย่างชัดเจน มีตราสัญลักษณ์ “Google Guaranteed” ช่วยให้ลูกค้ากล้าตัดสินใจง่ายขึ้น เพราะผ่านการตรวจสอบจาก Google แล้ว 

โฆษณานี้เหมาะกับธุรกิจที่ให้บริการถึงบ้าน เช่น ช่างไฟ, ช่างประปา, บริการทำความสะอาด, บริการล้างแอร์ หรือบริษัทกำจัดปลวก ที่เน้นรับงานในพื้นที่ที่กำหนดนั่นเอง 

6. Performance Max (PMax) 

Performance Max คือ แคมเปญโฆษณาที่มาแรงที่สุดในยุคนี้เลยก็ว่าได้ เพราะใช้ AI และ Machine Learning แบบเต็มรูปแบบในการจัดการโฆษณาให้เรา เราแค่ส่งรูปภาพ, วิดีโอ หรือข้อความให้ระบบ แล้ว AI จะนำไปจัดการอัตโนมัติ เพื่อแสดงโฆษณาใน ทุกช่องทางของ Google (SearchYouTubeDisplayMapsGmail, Discover) ภายในแคมเปญเดียว 

จะตอบโจทย์ธุรกิจที่ต้องการความคุ้มค่าสูงสุด โดยเฉพาะร้านค้าออนไลน์ที่อยากเพิ่มยอดขายแบบกระจายทุกช่องทาง แต่ก็มีข้อจำกัดว่าต้องผ่านการตรวจสอบจาก Google และรองรับเฉพาะบางประเภทธุรกิจเท่านั้นค่ะ ต้องผ่านการตรวจสอบจาก Google 

7. Demand Gen (เดิมคือ Discovery Ads) 

Demand Gen คือ โฆษณาที่เน้นการใช้ภาพและวิดีโอ (รวมถึง YouTube Shorts) ไปปรากฏตาม Feed ต่าง ๆ ของ Google เช่น หน้า Home ของ YouTubeGmail และหน้า Discover (หน้าข่าวในมือถือ) โดยเน้นไปที่การสร้างความต้องการให้กับลูกค้าในขณะที่เขากำลังไถหน้าจอดูเนื้อหาเพลิน  ซึ่ง เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) มาก ๆ เลยล่ะค่ะ 

8. Smart Campaigns 

รูปแบบโฆษณาที่ออกแบบมาเพื่อความง่ายและประหยัดเวลาที่สุด โดย Google จะนำเทคโนโลยี Automation มาช่วยจัดการทุกอย่างให้โดยอัตโนมัติ ตั้งแต่การเลือกคำค้นหา (Keywords) ไปจนถึงการเลือกช่องทางแสดงผล เหมาะมากสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นและไม่มีประสบการณ์ทำโฆษณามาก่อน 

9. App Ads 

เคยได้ยินกันมานาน แต่หลายคนน่าจะยังสงสัยว่า  App Ads คืออะไร จริง ๆ แล้ว เป็นโฆษณาที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจที่มี Application เป็นของตัวเองโดยเฉพาะ ความพิเศษคือ ไม่ต้องสร้างโฆษณาแยกทีละตัว แต่ระบบจะนำข้อมูล ภาพ และวิดีโอจากหน้า App Store หรือ Play Store ของคุณมาสร้างเป็นโฆษณาให้โดยอัตโนมัติ เพื่อนำไปโชว์ในทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นหน้าการค้นหา, YouTube, Google Play หรือแม้แต่ในแอปอื่น  นั่นเองค่ะ  

 

เลือกประเภทของโฆษณา Google Ads ให้เหมาะกับแคมเปญ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

การเลือกใช้ประเภทโฆษณา Google Ads ให้ประสบความสำเร็จ หัวใจสำคัญคือการเลือกรูปแบบที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Search Ads เพื่อดักกลุ่มที่มีความต้องการซื้อชัดเจน, Display หรือ Video Ads เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ ไปจนถึงการใช้ AI อัจฉริยะอย่าง Performance Max เพื่อเข้าถึงลูกค้าในทุกช่องทาง ซึ่งหากคุณสามารถเลือกใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสมและมีการปรับปรุงข้อมูลให้ทันการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ อยู่เสมอ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขายและขยายธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในโลกดิจิทัลแน่นอนค่ะ 

หากคุณกำลังปรับแผนการทำโฆษาอยู่ล่ะก็ MakeWebEasy เรามีผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยวางแผนและดูแลธุรกิจแบบครบวงจร ทักมาคุยกันก่อนได้เลยที่นี่