Google AI
News
News

Google กับ 9 การอัปเดตครั้งใหญ่ และทิศทางของ AI ในปี 2026

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา AI ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบทความ สรุปข้อมูล หรือช่วยตอบคำถาม แต่ในปี 2026 Google ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า AI กำลังก้าวข้ามบทบาทผู้ช่วย ไปสู่การเป็นผู้ลงมือทำแทน และกำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น การค้นหาข้อมูล การสร้างคอนเทนต์ รวมไปถึงการตอบคำถามในชีวิตประจำวันของผู้คนอีกด้วย

และการประกาศเกี่ยวกับ Google I/O 2026 ว่าไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ แต่เป็นการประกาศทิศทางใหม่ของบริษัทที่ต้องการวาง AI ให้เป็นแกนกลางของทุกผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ Google Search, Android, Workspace, YouTube ไปจนถึงอุปกรณ์ Wearable และ XR ในอนาคต โดย Google เรียกยุคใหม่นี้ว่า “Agentic Gemini Era” หรือยุคที่ AI สามารถคิด วางแผน และลงมือทำแทนมนุษย์ได้มากขึ้น

ดังนั้นบทความนี้ Makewebeasy ขอมาสรุปให้เข้าใจง่าย ว่าการเปลี่ยนแปลงของ Google AI เพื่อยกระดับการทำงานให้เป็น Absolute AI Ecosystem มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง และธุรกิจควรเตรียมตัวอย่างไร สำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

 

เลือกอ่าน หัวข้อที่สนใจ

สรุปการอัพเดตครั้งใหญ่ของ Google AI เพื่อก้าวเข้าสู่ Agentic AI Era

 

1. Google กำลังเปลี่ยน AI จาก Chatbot สู่ AI Agent

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน หลายคนอาจคุ้นเคยกับ AI ในรูปแบบ Chatbot ที่รอรับคำสั่งจากมนุษย์ แต่ในปี 2026 Google มีเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น เพราะ Google เชื่อว่า AI รุ่นใหม่ ควรสามารถเข้าใจเป้าหมาย วางแผน และดำเนินการหลายขั้นตอนได้ ซึ่งเรียกว่า Agentic AI หรือ AI Agent

ตัวอย่างเช่น  : “ช่วยวางแผนทริปญี่ปุ่น 7 วัน พร้อมจองโรงแรม เปรียบเทียบราคา และจัดตารางเที่ยว”

จากตัวอย่าง Prompt ข้างต้น AI ตัวเก่าอาจให้เพียงคำแนะนำว่ามีที่เที่ยวที่ไหนน่าสนใจ โรงแรมแนะนำ หรือตารางเที่ยวคร่าว ๆ  แต่ AI Agent จะสามารถจัดการงานทั้งหมด ตั้งแต่ค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบราคา ไปจนถึงดำเนินการจองแทนผู้ใช้ ภายใต้การอนุญาตของเจ้าของบัญชี ซึ่งเป็นจุดที่ชี้ให้เห็นว่า Google มองว่า AI จะกลายเป็น Digital Worker หรือพนักงานที่สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์

 

2. การเปลี่ยนแปลงของ Google Search ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 25 ปี

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปี 2026 คือ Google Search ที่ Google ประกาศว่า Google Search กำลังเข้าสู่การทำงานรูปแบบใหม่ จากการเป็น Search Engins สู่การเป็น AI Search Engins ที่ขับเคลื่อนด้วยการทำงานร่วมกับ AI อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่ Google ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อกว่า 25 ปีที่แล้ว 

โดยรูปแบบการค้นหา จะไม่ใช่เพียงพิมพ์ Keyword > โชว์ลิสต์เว็บไซต์ > และต้องคลิกอ่านเอง แต่จะกลายเป็นการพิมพ์คำถามเป็นภาษาธรรมชาติของมนุษย์ > AI วิเคราะห์คำถามและสรุปคำตอบให้ ซึ่ง Google เรียกประสบการณ์ใหม่นี้ว่า AI Mode 

นอกจากนั้น ผู้ใช้งานสามารถถามคำถามที่ซับซ้อนได้ เช่น “วางแผนซื้อรถ EV สำหรับครอบครัว งบไม่เกิน 1 ล้านบาท พร้อมเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระยะยาว” โดย AI จะวิเคราะห์ข้อมูล เปรียบเทียบ และสรุปคำตอบที่เข้าใจง่ายในครั้งเดียว และปัจจุบัน AI Mode มีผู้ใช้งานมากกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลกแล้ว และ Google มองว่านี่คืออนาคตของ AI Search อย่างแท้จริง

 

3. AI Overviews กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการค้นหาของคนทั่วโลก

ก่อนหน้านี้ ผู้ใช้งาน Search ต้องคลิกเข้าเว็บไซต์หลายแห่งเพื่อหาคำตอบ แต่ AI Overviews ทำให้ Google สามารถสรุปข้อมูลให้ผู้ใช้เห็นได้ทันทีบนหน้าค้นหา ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานอาจไม่จำเป็นต้องเข้าไปอ่าน หรือหาคำตอบในเว็บไซต์เหมือนแต่ก่อนแล้ว

ในส่วนนี้ Google เปิดเผยว่า AI Overviews มีผู้ใช้งานมากกว่า 2.5 พันล้านคนต่อเดือนแล้ว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการใช้งาน Generative AI ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเริ่มศึกษาผลกระทบของ AI Overviews ต่อผู้เผยแพร่เนื้อหา และพบว่าพฤติกรรมการคลิกเว็บไซต์อาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ธุรกิจจำนวนมาก ต้องปรับกลยุทธ์ SEO ใหม่ เพื่อให้เว็บไซต์ของพวกเขา ไปอยู่ในคำตอบของ AI Search

 

4. Google Gemini ได้กลายเป็นหัวใจของ Google Ecosystem

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมาก คือ Google กำลังเปลี่ยน Gemini ให้กลายเป็น AI กลางของทุกผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็น Google Search, Gmail Products, YouTube, Google Workspace และระบบปฏิบัติการ Android

เพราะการอัพเกรดครั้งใหญ่นี้ Gemini ไม่ได้เป็นเพียง Chatbot อีกต่อไป แต่กลายเป็น AI Assistant ที่สามารถเข้าใจข้อมูลหลายรูปแบบ ทั้งข้อความ รูปภาพ เสียง และวิดีโอพร้อมกัน หรือที่เรียกว่า Multimodal AI ซึ่ง Google ระบุว่า Gemini จะเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ ที่อยู่เบื้องหลังการทำงานเกือบทุกบริการของบริษัทในอนาคตอีกด้วย

 

5. Gemini Spark : AI Assistant ที่ทำงานแทนคุณ

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ Gemini Spark ที่ทาง Google นิยาม Spark ว่าเป็น Personal AI Agent ที่คอยช่วยจัดการตารางการทำงาน หรือการใช้ชีวิตของผู้ใช้งาน

โดย Spark สามารถจัดตารางงาน ค้นหาเอกสารสรุปอีเมล ทำการนัดหมายประชุม และสามารถจัดการ Workflowโดยการประสานงานกับแอปอื่น ๆ ของ Google  ซึ่งเปรียบเสมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวที่พร้อมทำงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยผู้ใช้เพียงระบุเป้าหมาย และอนุญาตการเข้าถึง เพื่อให้ AI ดำเนินการแทนเท่านั้น

 

6. Gemini Omni เมื่อ AI เข้าใจทุกสื่อในเวลาเดียวกัน

นอกจากนั้น Google ยังเปิดตัว Gemini Omni ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญของ AI ในงาน Cloud Next 2026 อีกด้วย โดย Gemini Omni ถูกออกแบบให้สามารถเข้าใจข้อความ วิเคราะห์ภาพ ฟังเสียง ดูวิดีโอ แก้ไขสื่อ และสามารถสร้างคอนเทนต์ขึ้นมาใหม่ 

โดย Google อธิบายว่า Omni คือ AI ที่สามารถ “Create Anything From Any Input” นั่นหมายความว่า ผู้ใช้อาจอัปโหลดวิดีโอ แล้วสามารถสั่งให้ AI สร้างบทความ ตัดคลิปสั้น ทำ Infographic และสร้าง Presentation ทั้งหมดนี้ ได้ภายในระบบเดียว

 

7. AI กำลังเปลี่ยน YouTube และวงการคอนเทนต์

ในส่วนของ YouTube แพลทอร์มนี้ก็กำลังถูกยกระดับด้วย AI เช่นกัน เพราะ Google เปิดตัวฟีเจอร์ Ask YouTube ที่ให้ผู้ใช้ถามคำถามเกี่ยวกับวิดีโอได้โดยตรง

ตัวอย่างเช่น “สรุปเนื้อหาคลิปนี้ใน 5 ประเด็น” หรือ “มีช่วงไหนพูดถึงการตลาดบ้าง”

โดย AI จะค้นหาคำตอบจากวิดีโอทันทีโดยไม่ต้องดูทั้งหมด ซึ่งนี่อาจเปลี่ยนวิธีการดู และเสพคอนเทนต์ได้ในอนาคต

 

8. การเปลี่ยนแปลงระดับการปฏิบัติการของ Android ที่กำลังจะกลายเป็น AI Operating System

Google ยังนำ AI เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของระบบปฏิบัติการ อย่าง Android โดย Google AI จะช่วยจัดการงานอัตโนมัติ สรุปข้อความ ตอบกลับอีเมล ช่วยสร้างคอนเทนต์ ควบคุมอุปกรณ์ และวิเคราะห์ภาพหน้าจอแบบ Real-time ซึ่งทั้งหมดนี้ Google ต้องการให้ AI เป็นส่วนหนึ่งของทุกประสบการณ์บนสมาร์ตโฟน ไม่ใช่เพียงแอปแยกอีกต่อไป

 

9. AI สำหรับการใช้งานในองค์กร กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด

นอกจากผู้ใช้งานทั่วไปแล้ว บริษัท Google ยังลงทุนอย่างหนักในตลาดองค์กร โดยการเปิดตัว Gemini Enterprise Agent Platform ที่ช่วยให้องค์กรสร้าง AI Agent ของตัวเองได้ ซึ่ง AI Agent เหล่านี้สามารถ

  • วิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ
  • จัดการ Workflow
  • ช่วยฝ่ายบริการลูกค้า
  • สรุปรายงาน
  • ประสานงานระหว่างทีม
  • ทำงานตาม SOP ขององค์กร

และสิ่งสำคัญคือ องค์กรสามารถกำหนดนโยบาย ความปลอดภัย และวิธีการทำงานของ AI ได้เองทั้งหมด นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของ AI จากเครื่องมือตอบคำถามส่วนบุคคล ไปสู่การเป็น Enterprise Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของการทำงานในระดับธุรกิจ

 

ธุรกิจควรเตรียมตัว เพื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อย่างไร?

สิ่งที่ Google กำลังทำในปี 2026 ไม่ใช่แค่การเพิ่มฟีเจอร์ AI แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ดังนั้นธุรกิจควรเริ่มเตรียมตัวตาม Checklist ดังนี้

 

1. ทบทวนกลยุทธ์การตลาดของธุรกิจ 

จากเดิมที่เน้น การทำ Website การทำ SEO หรือการสร้างตัวตนบน Social Media และ Content Marketing ธุรกิจควรเริ่มวางแผนรองรับ AI Search และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจากการเข้ามาของ AI ดังกล่าวอีกด้วย

 

2. ศึกษาและทดลองใช้ AI Agent

ธุรกิจ ควรมองหาโอกาสนำ AI Agent เข้ามาช่วยงาน เช่น การตอบคำถามลูกค้า การจัดการ Workflow หรือช่วยสรุปรายงาน และช่วยวิเคราะห์ข้อมูล เป็นต้น เพื่อให้เห็นว่าธุรกิจมีความพร้อมมากแค่ไหน กับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

 

3. เตรียมกลยุทธ์ AI Search Optimization

เมื่อผู้คนค้นหาข้อมูลผ่าน AI มากขึ้น ธุรกิจควรปรับเนื้อหาให้เหมาะกับ AI Search และ AI Overviews เพื่อให้ข้อมูลของธุรกิจถูกนำไปเป็นคำตอบให้กับลูกค้า ที่ถามเกี่ยวกับสินค้าและบริการกับ AI

 

4. ลงทุนใน Workflow Automation

ธุรกิจพิจารณาเพื้อหางาน หรืองานที่ทำซ้ำเป็นประจำ หลังจากนั้นให้นำ AI เข้ามาช่วยทำงานดังกล่าว เพื่อลดเวลา เพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนด้านเวลาในการทำงาน ซึ่งจะทำให้ธุรกิจสามารถมีเวลาไปโฟกัสกับสิ่งที่สามารถสร้าง Value ได้มากกว่า

 

5. พัฒนาทักษะ AI ให้กับทีมงาน

การส่งเสริมให้พนักงานเรียนรู้ และทำงานร่วมกับ AI ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะในอนาคต AI จะกลายเป็น “เพื่อนร่วมงาน” ที่สำคัญของทุกองค์กร ดังนั้นธุรกิจที่สามารถนำ AI เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานได้เร็ว จะมีโอกาสเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้าได้เหนือกว่าคู่แข่ง

 

สรุป : ปี 2026 คือจุดเริ่มต้นของยุค AI Agent

 

หากสรุป Google AI Update ปี 2026 ให้เหลือเพียงประโยคเดียว คงเป็น “AI กำลังเปลี่ยนจากผู้ช่วย มาเป็นผู้ลงมือทำ” เพราะ Google ไม่ได้ต้องการสร้าง Chatbot ที่ฉลาดขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่กำลังสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ AI สามารถค้นหา คิด วิเคราะห์ วางแผน และดำเนินการแทนมนุษย์ได้จริง

ตั้งแต่ AI Search, Gemini, AI Agent, Gemini Spark, Gemini Omni ไปจนถึง Android ทุกอย่างกำลังมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน คือการทำให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและธุรกิจในทุกมิติ 

และในมุมมองของ Clicknext สำหรับองค์กรแล้ว นี่อาจไม่ใช่เวลาที่ต้องถามตัวเองว่าควรใช้ AI หรือไม่ แต่เป็นเวลาที่ควรตั้งคำถามว่า องค์กรของคุณพร้อมแค่ไหน สำหรับการที่ AI มีผลต่อการทำงาน ในปัจจุบัน เพราะสุดท้าย AI อาจไม่ใช่สิ่งที่มาแทนธุรกิจ แต่จะกลายเป็นตัวเร่งให้ธุรกิจที่ปรับตัวเร็วขึ้น เพื่อให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

 

Makewebeasy